เศรษฐกิจโลกปี 66 มีแนวโน้มชะลอตัว แต่ท่องเที่ยวไทยหนุนหุ้นไทยไปต่อ

การเติบโตเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัวลงในปี 2023 หลังธนาคารกลางต่างๆ ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรับมือกับเงินเฟ้อ
ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มชะลอตัว จากต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น และอุปสงค์ที่ชะลอลง ทำให้ตลาดหุ้นจะยังมีความผันผวน
เงินเฟ้อเริ่มมีสัญญาณชะลอตัว Cycle อัตราดอกเบี้ยเข้าใกล้จุดสูงสุด ทำให้ราคาตราสารหนี้เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น

ปัจจัยที่ต้องจับตา ได้แก่ การชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลก ทิศทางตัวเลขเงินเฟ้อ ทิศทางนโยบายทางการเงินของธนาคารกลาง ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความคืบหน้าการเปิดประเทศอย่างสมบูรณ์ของจีน รวมทั้งการเลือกตั้งของไทย

สุรเดช เกียรติธนากร กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ บลจ. กสิกรไทย จำกัด ให้มุมมองว่า หลังจากประเทศจีนเริ่มผ่อนคลายนโยบายการควบคุมโควิดมากขึ้น ซึ่งอาจเปิดทางไปสู่การเปิดประเทศในปีหน้า ซึ่งจากมาตรการที่ผ่อนคลายล่าสุด อาจนำไปสู่การเปิดประเทศเร็วกว่าที่นักวิเคราะห์ในตลาดคาดไว้ได้

ทั้งนี้ ปัญหาในภาคอสังหาฯ จะอยู่ในวงจำกัด และรัฐบาลจะมีการเข้าไปแก้ปัญหาเป็นจุดๆ แต่การฟื้นตัวยังต้องใช้เวลา ส่วนปัญหาห่วงโซ่อุปทานเริ่มคลี่คลาย ความเข้มงวดด้านกฎระเบียบเริ่มผ่อนคลาย

ขณะเดียวกัน อัตราเงินเฟ้อที่ยังอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ ทำให้จีนสามารถใช้นโยบายทางการเงินที่ผ่อนคลายต่อไปได้ สวนทางกับประเทศอื่นๆ ที่เป็นแบบตึงตัวมากขึ้น โดยระดับราคาหุ้นต่ำกว่าตลาดอื่นมาก การปรับตัวลดลงมามาก ทำให้โอกาสการสร้างผลตอบแทนในระยะยาวโดดเด่น

“ดังนั้นใครยังไม่มีหุ้นจีนในพอร์ต อาจใช้จังหวะนี้ทยอยสะสมกองทุนหุ้นจีน เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาวที่โดดเด่น รวมถึงหุ้นเอเชียที่ได้ประโยชน์จากการที่จีนเปิดประเทศ”

พร้อมรับมือภาวะถดถอยสหรัฐฯ-ยุโรป

เศรษฐกิจโลกปี 66 มีแนวโน้มชะลอตัว แต่ท่องเที่ยวไทยหนุนหุ้นไทยไปต่อ

เราคาดว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ และยุโรปมีโอกาสเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2023 โดยในช่วงครึ่งแรกของปี คาดว่าความผันผวนของตลาดยังมี จากความกังวลเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งเห็นสัญญาณตัวเลขเศรษฐกิจชะลอลงต่อเนื่อง และคาดการณ์ปรับกำไรบริษัทจดทะเบียนในอนาคตลง ในขณะที่ Fed ยังเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อ

นอกจากนี้ ยังต้องติดตามพัฒนาการของเงินเฟ้อเป็นสำคัญ ซึ่งจะทำให้ path ของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ว่าจะไปจบที่ระดับสูงสุดเท่าไหร่ (terminal rate) แต่คาดว่า Fed จะคงไว้ที่ระดับสูงยาวนานกว่าที่ตลาดคาด

เศรษฐกิจโลกปี 66 มีแนวโน้มชะลอตัว แต่ท่องเที่ยวไทยหนุนหุ้นไทยไปต่อ
โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปัจจุบันสะท้อนความคาดหวังต่อสัญญาณเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงไปแล้ว จึงแนะนำรอสัญญาณการหยุดขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ Fed รวมถึงแนวโน้มการชะลอเศรษฐกิจและการปรับประมาณการกำไรบริษัทลงต่อเนื่องว่ามากน้อยเพียงใด ส่วนฝั่งยุโรปยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โอกาสจะเกิดเศรษฐกิจถดถอยก่อนประเทศอื่น ขณะที่ประมาณกำไรบริษัทเริ่มเห็นการถูกปรับลงต่อเนื่อง

ทั้งนี้ เราแนะนำรอจังหวะกลับเข้าลงทุนในกองทุนหุ้นสหรัฐฯ และยุโรป โดยผ่านความผันผวนช่วงไตรมาส 1-2 เมื่อเริ่มมีสัญญาณดอกเบี้ยใกล้หยุดปรับขึ้นต่อ และความกังวลเศรษฐกิจถดถอยสะท้อนในการปรับคาดการณ์กำไรลงไประดับหนึ่งแล้ว โดยปัจจุบันนักวิเคราะห์ใน Bloomberg consensus คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะหดตัวในช่วงไตรมาส 2/2023

จับตามอง 2 ประเด็นใหญ่ของเวียดนาม

ปัญหาเรื่องสภาพคล่องของบริษัทเอกชน ซึ่งอาจต้องได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลร่วมด้วยในการแก้ปัญหา โดยในปัจจุบันรัฐบาลได้ทยอยออกมาตรการมาช่วยเหลือในหลายรูปแบบ เช่น การออกตราสารหนี้ผ่านการปรับปรุงฎีกา ฉบับที่ 65 หรือ Decree 65 ซึ่งจะช่วยลดความกังวลและแก้ไขปัญหาสภาพคล่องในระบบ โดยรายละเอียดที่สำคัญของข้อบังคับใช้ฉบับใหม่ คือ การเลื่อนวันที่จะมีผลบังคับใช้ฎีกาฉบับที่ 65 ไปเป็นวันที่ 1 ม.ค. 2567 เพื่อที่จะผู้ที่จะเสนอขายหุ้นกู้และตลาดมีเวลาปรับตัวตามข้อบังคับใหม่

นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้ผู้ออกหุ้นกู้ขยายระยะเวลาไถ่ถอนไปได้มากที่สุด 2 ปี ในกรณีที่ผู้ถือหุ้นกู้ให้เห็นชอบไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 เพื่อให้ผู้ถือหุ้นกู้และผู้ออกหุ้นกู้มีเวลาเจรจาปรับเปลี่ยนโครงสร้างหนี้ และท้ายสุดคือการอนุญาตให้มีการแปลงสภาพเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นสินทรัพย์ประเภทอื่นเพื่อลดความเสี่ยงในการผิดนัดชำระ ซึ่งยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาให้เข้ากับข้อกฎหมายปัจจุบัน

โดยสรุปแล้ว ฎีกาฉบับปรับปรุงนี้มีจุดประสงค์ที่จะเพิ่มความโปร่งใสให้กับตลาดหุ้นกู้และเพื่อที่จะปกป้องนักลงทุนในหลายๆ ด้าน และเพื่อที่จะให้เวลาสำหรับทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องในการเตรียมตัวก่อนที่ข้อกฎหมายฉบับนี้จะถูกบังคับใช้ โดยในปัจจุบันการปรับปรุงฎีกาฉบับดังกล่าวอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ โดยคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในต้นปี 2566

ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางเวียดนามได้ออกมาประกาศเพิ่มอัตราขยายตัวของสินเชื่ออีก 1.5-2% เป็น 15.5-16% โดยทั้งนี้จะขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคารว่าอัตราดอกเบี้ยจะเป็นเท่าใด โดยธนาคารที่มีสภาพคล่องที่สูงและมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำจะสามารถเพิ่มอัตราขยายตัวของสินเชื่อได้มากกว่าเพื่อที่จะช่วยจัดการปัญหาเรื่องสภาพคล่องสำหรับบริษัทต่างๆ ในระยะสั้นได้ โดยเฉพาะสภาพคล่องในตลาดหุ้นกู้

นอกจากนี้ ธนาคารกลางเวียดนาม ได้ส่งสัญญาณการเพิ่มสภาพคล่องเข้าไปในระบบหลังจากการเพิ่มอัตราขยายตัวของสินเชื่อโดยมีการใช้สัญญาการซื้อคืน (repo) เป็นระยะเวลา 3 เดือน เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. ที่ผ่านมา

การที่ธนาคารกลางได้อัดฉีดเงินจำนวน 4 ล้านล้านด่องเข้าสู่สถาบัน จำนวน 7 แห่ง ผ่านการดำเนินการผ่านตลาดการเงิน ธนาคารกลางยังอนุมัติให้สถาบัน 4 แห่งกู้ยืมเงินจำนวน 3 ล้านล้านด่อง เป็นระยะเวลา 91 วัน ซึ่งแสดงถึงความพยายามของธนาคารกลางที่จะกระตุ้นสภาพคล่องในระยะยาว

นอกเหนือจากมาตรการที่กล่าวมาข้างต้น การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเข้ามาในเวียดนามเป็นจำนวนมากจะเป็นตัวกระตุ้นที่จะส่งเสริมค่าเงินและสภาพคล่องของเงินด่องและพัฒนาภาพเศรษฐกิจของเวียดนาม

ความกังวลเรื่องเศรษฐกิจโลกถดถอยอาจส่งกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศเวียดนาม เนื่องจากเวียดนามจะมีสัดส่วนการส่งออกที่ค่อนข้างสูง (เกือบ 100% ของ GDP) ทำให้หลีกเลี่ยงใม่ได้ที่จะได้รับผลกระทบหากโลกเกิดเศรษฐกิจถดถอย

อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าเวียดนามมีความได้เปรียบเรื่องความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะเรื่องต้นทุน ประกอบกับสงครามการค้าระหว่างจีนกับอเมริกา ทำให้เวียดนามได้อานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตมาเพิ่มขึ้น และการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ ทำให้ผลกระทบอาจจากเศรษฐกิจถดถอยไม่รุนแรงมากอย่างคาด

แม้หน้าตลาดมองว่า GDP ของเวียดนามปี 2566 จะมีการเติบโตต่ำกว่าปี 2565 เนื่องจากปี 2565 ได้อานิสงส์จากการเปิดประเทศ และการฟื้นตัวจากการส่งออกจากฐานที่ต่ำ แต่ก็คาดว่าสามารถอยู่ในระดับสูงกว่า 6% แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าในหลายประเทศ

ทั้งนี้ จากการที่กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ถอดประเทศเวียดนามออกจากบัญชีเฝ้าระวังการบิดเบือนค่าเงิน (currency manipulation watchlist) ตามรายงานถึงรัฐสภา เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2022 ช่วยลดความเสี่ยงที่จะถูกสหรัฐฯ ใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้าลดลงอย่างมีนัย

ปัจจุบัน ดัชนี VN Index ซื้อขายอยู่ที่ discount อย่างมาก โดย 2566 P/E 12 เดือนอยู่ที่ 9.5 เท่า (-2SD จาก P/E เฉลี่ย 5 ปี) ประมาณการ Bloomberg consensus โดยปัจจุบันตลาดมีการคาดการณ์ Earnings growth ในปี 2566 ที่ 12% ราเป้าหมายดัชนีปลายปีที่ระดับ 1,200 จุด

ในระยะสั้น เราคาดว่าตลาดยังมีความผันผวนอยู่สูง และปัจจัยที่กล่าวมาข้างต้นน่าจะยังคงกดดันผลตอบแทนจากตลาดหุ้นเวียดนามต่อไป เราคาดว่าจากมาตรการความช่วยเหลือของรัฐบาลที่เริ่มทยอยออกมาซึ่งจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ในตลาดอสังหาฯ และผ่อนคลายความกังวลของนักลงทุนรายย่อย แต่ในระยะกลางถึงระยะยาวเรายังมีมุมมองเชิงบวก จากปัจจัยพื้นฐานของประเทศที่แข็งแกร่ง

ทั้งการเติบโตของเศรษฐกิจ การลงทุนโดยตรงของนักลงทุนต่างประเทศ การส่งออก และการบริโภคในประเทศที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้อัตราการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ในระดับสูง และระดับ Valuation อยู่ในระดับที่น่าสนใจ เรามองว่าการเข้ามาปราบปรามเรื่องการปั่นหุ้นและการทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจังจะทำให้ตลาดหุ้นเวียดนามมีเสถียรภาพและความโปร่งใสมากขึ้น

หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง ตลาดเวียดนามจะสามารถฟื้นตัวได้ดีจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวเป็นไปอย่างต่อเนื่อง โดยการฟื้นตัวของ GDP เวียดนามคาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงกว่าประเทศอื่นด้วยแรงสนับสนุนจากการส่งออกและการบริโภคในประเทศ

นอกจากนี้ ในอนาคตตลาดหุ้นเวียดนามยังมีโอกาสในการถูกปรับสถานะจากตลาดหุ้นชายขอบ (Frontier Market) สู่ ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ก็จะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติได้อีกมาก

ท่องเที่ยวไทยหนุนหุ้นไทยไปต่อ

สำหรับภาคการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นต่อเนื่อง โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ตั้งเป้าในการดึงนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาเที่ยวในไทยให้ได้จำนวน 20 ล้านคน ในปี 2566 ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้ให้ประเทศกว่า 2.38 ล้านล้านบาท หลังจากในปี 2565 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามากว่า 10 ล้านคน และมีค่าเฉลี่ยจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเพิ่มสูงถึง 70,000 คนต่อวัน และคาดว่าสิ้นปี 2565 คงปิดปีได้ไม่น้อยกว่า 11 ล้านคน

ทั้งนี้ การที่จีนทยอยเปิดประเทศ หนุน GDP ไทยขยายตัว การทยอยเปิดประเทศจีนนี้จะช่วยลดผลกระทบจากการส่งออกที่ชะลอตัว และการเพิ่มขึ้นของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนที่สูงกว่า 10% ของจีดีพี หรือ 61% ของรายได้ทั้งหมดก่อนสถานการณ์การระบาดของโควิด

ส่วนการเลือกตั้งของไทยที่จะเกิดขึ้นในปี 2566 การเลือกตั้งแต่ละครั้งจะทำให้เกิดเม็ดเงินเข้าสู่เศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา ซึ่งนี่จะเป็นแรงหนุนที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยในปีหน้าฟื้นตัวได้เป็นอย่างดี

สำหรับสถานการณ์เงินเฟ้อพ้นจุดวิกฤติแล้ว โดยปีที่ผ่านมาภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย แต่เงินเฟ้อน่าจะพ้นจุดสูงสุดไปแล้ว จึงช่วยลดแรงกดดันการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ กนง. ได้ และไม่ต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วและแรงแบบประเทศอื่น

ขณะเดียวกัน เรามองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2566 จากภาครัฐที่ออกมาอย่างต่อเนื่อง จากประชุมคณะรัฐมนตรี หรือ ครม. ที่ดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่ 2566 ให้ประชาชนอย่างต่อเนื่อง อย่างมาตรการช้อปดีมีคืน ปี 2566 ตั้งแต่ 1 ม.ค. – 15 ก.พ. 66 ด้วยวงเงินสูงถึง 40,000 บาท

มาตรการลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี 2566 ในอัตรา 15%, ลดค่าธรรมเนียมจดสิทธิบัตรที่อยู่อาศัย, มาตรการช่วยเหลือผู้กู้ยืมเงิน ไปจนถึงการส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ลงทุนมีศักยภาพในการสร้างสุขภาพการเงินที่ดี ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยปี 2566 ให้คึกคักมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

เศรษฐกิจโลกปี 66 มีแนวโน้มชะลอตัว แต่ท่องเที่ยวไทยหนุนหุ้นไทยไปต่อ

โดยรวม บลจ. กสิกรไทย มองเป้าดัชนีหุ้นไทยปลายปี 2566 ที่ 1,800 จุด มีปัจจัยสนับสนุนหลักภายในประเทศมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจากการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติและการทยอยกลับมาเปิดดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจตามปกติ

ด้านค่าเงินบาทคาดว่าจะมีเสถียรภาพมากขึ้นจากเงินเฟ้อที่พ้นจุดสูงสุดไปแล้ว และดุลบัญชีเดินสะพัดกลับมาเกินดุล และหากค่าเงินดอลลาร์เริ่มอ่อนค่า จะหนุนให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากยิ่งขึ้น

แต่ก็ยังมีปัจจัยอื่นที่ต้องเฝ้าดูอย่างต่อเนื่องทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ทิศทางตัวเลขเงินเฟ้อ ทิศทางนโยบายทางการเงินของธนาคารกลาง ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ความคืบหน้าการเปิดประเทศอย่างสมบูรณ์ของจีน รวมทั้งการเลือกตั้งของไทย

สำหรับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธีมการเติบโตอย่างยั่งยืน มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็ว เนื่องจากผสมผสานระหว่างการเป็นหุ้นที่มี Beta และการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นกระแสรักษ์โลก หรือ เมกะเทรนด์ต่างๆ โดยหุ้นที่มีความ Defensive หรือมีความทนทานในทุกสภาพตลาด อย่างธีมการลงทุนด้าน Healthcare กลับมาน่าสนใจ จาก Valuation ที่ไม่สูง เป็นบริการที่มีความจำเป็นและมีรายได้สม่ำเสมอ

เศรษฐกิจโลกปี 66 มีแนวโน้มชะลอตัว แต่ท่องเที่ยวไทยหนุนหุ้นไทยไปต่อการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ยังน่าสนใจ

นายสุรเดช กล่าวอีกว่า การปรับนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วโลกเริ่มใกล้ถึงจุดสูงสุดของวัฏจักร โดยส่งสัญญาณการปรับดอกเบี้ยในระยะถัดไปที่ลดอัตราลง ประกอบกับ Flight to quality จากโอกาสการเกิด Recession ที่อยู่ระดับสูง ส่งผลดีต่อตราสารหนี้ภาครัฐ

โดยอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้เอกชนคุณภาพดี Investment Grade ที่ปรับสูงขึ้นตามดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล ประกอบกับแนวโน้ม Flight to quality หากเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย ทำให้น่าสนใจกว่าโดยเปรียบเทียบกับ High Yield

ทั้งนี้ ตลาดตราสารหนี้ปัจจุบัน สะท้อนถึงการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตไปมากแล้ว การลงทุนในตราสารหนี้จึงมีความน่าสนใจมากขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง และราคาอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ที่ทยอยปรับขึ้นมา แต่อาจมีความผันผวนในบางขณะได้

สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นจึงสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจได้บนระดับความผันผวนที่ไม่สูง แต่หากรับความเสี่ยงได้มากขึ้นแนะนำให้รอดูจังหวะเข้าสะสมกองทุนตราสารหนี้กลาง-ยาว ซึ่งอาจมีความผันผวนอยู่ แต่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่โดดเด่นกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น

ขอบคุณแหล่งที่มา : thairath.co.th

สามารถอัพเดตข่าวสารเรื่องราวต่างๆได้ที่ : anilta.net